ไม่มีหมวดหมู่

ESG และ Carbon กำลังกลายเป็นต้นทุนใหม่ของการผลิต

#1 ทำไม Carbon ถึงกลายเป็นต้นทุน?

การลดการปล่อยคาร์บอนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงต่อ ต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งเข้าสู่ระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2026 โดยสินค้าที่อยู่ภายใต้ CBAM จะต้องมีการคำนวณและรายงานการปล่อยคาร์บอน และระบบดังกล่าวเชื่อมโยงกับต้นทุนคาร์บอนผ่าน CBAM certificates ซึ่งราคาถูกอ้างอิงกับราคาการประมูล EU ETS (European Union Emissions Trading System)

“เพราะ Carbon กำลังเปลี่ยนจาก “Environmental Issue” ให้กลายเป็น Business Cost?”

ในปี 2026 ราคาของ CBAM certificates (Carbon Border Adjustment Mechanism) ถูกคำนวณเป็นรายไตรมาส และตั้งแต่ปี 2027 จะเปลี่ยนเป็นการคำนวณรายสัปดาห์

 

#2 ทำไมโรงงานต้องวัด Carbon?

 

เมื่อ Carbon มีผลต่อต้นทุน สิ่งที่โรงงานไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้คือ การรู้ว่าตัวเองปล่อย Carbon เท่าไร

การคำนวณ Carbon Footprint (ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรม ผลิตภัณฑ์ องค์กร หรือกระบวนการหนึ่งๆ) จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากหลายส่วนของโรงงาน เช่น

  • การใช้ไฟฟ้า
  • การใช้เชื้อเพลิง
  • กระบวนการผลิต
  • วัตถุดิบ
  • การขนส่ง
  • การจัดการของเสีย
  • ข้อมูลจาก Supplier

โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ใน Global Supply Chain อาจต้องส่งข้อมูลด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับลูกค้าหรือคู่ค้า เพื่อใช้ประเมิน Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์และ Supply Chain

ดังนั้นข้อมูลที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียง “ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม” กำลังกลายเป็น Business Data และ ถ้าโรงงานไม่สามารถวัด Carbon ของตัวเองได้ ก็จะไม่สามารถรู้ได้อย่างแม่นยำว่า Carbon กำลังสร้างต้นทุนให้ธุรกิจเท่าไร?

 

#3 ทำไม ESG จึงเพิ่มต้นทุนให้บริษัท?

 

ESG (Environmental, Social, and Governance) ไม่ได้หมายถึง Carbon เพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมทั้ง Environmental, Social และ Governance สำหรับภาคธุรกิจ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงสำคัญคือ บริษัทต้องสามารถรวบรวม ตรวจสอบ และเปิดเผยข้อมูลด้าน “ความยั่งยืน” ที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจได้มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น IFRS S1 กำหนดให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ Sustainability-related Risks and Opportunities (ความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน) ที่อาจส่งผลต่อ กระแสเงินสด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือ Cost of Capital (ต้นทุนของเงินทุน รวมถึงหนี้) ในระยะสั้น กลาง และยาว

นั่นหมายความว่า ESG อาจสร้างต้นทุนในหลายรูปแบบ เช่น

  • Data Cost — ค่าเก็บและจัดการข้อมูล
  • Compliance Cost — ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามข้อกำหนด
  • Reporting Cost — การจัดทำรายงาน
  • Verification / Assurance Cost — การตรวจสอบข้อมูล
  • Investment Cost — เงินลงทุนเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิต

ดังนั้น ESG ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของฝ่าย Sustainability อีกต่อไป แต่กำลังเชื่อมโยงกับ Finance, Operations, Procurement และ Supply Chain

 

#4 ทำไมโรงงานต้องลงทุนลด Carbon?

 

การวัด Carbon เป็นเพียงขั้นแรก เมื่อบริษัทสามารถระบุได้ว่าการปล่อย Carbon เกิดขึ้นจากกระบวนการใด ขั้นต่อไปคือการลดการปล่อย ซึ่งอาจนำไปสู่การลงทุนในโรงงาน

ตัวอย่างเช่น

  • Energy Efficiency;  ปรับปรุงเครื่องจักรและกระบวนการเพื่อลดการใช้พลังงาน
  • Renewable Energy; Solar / Renewable Electricity
  • Process Improvement; ลด Scrap, ลด Rework และลดการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิต
  • Low-carbon Equipment;  เปลี่ยนเครื่องจักรหรือระบบที่ใช้พลังงานสูง

Supply Chain Management; ทำงานร่วมกับ Supplier เพื่อลด Carbon Footprint (ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกิจกรรม ผลิตภัณฑ์ องค์กร หรือกระบวนการหนึ่ง ๆ) ของวัตถุดิบและชิ้นส่วน

ดังนั้นการลด Carbon ไม่ได้หมายถึง “ค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อม” เพียงอย่างเดียว แต่สามารถกลายเป็น การตัดสินใจลงทุนของโรงงาน และ โรงงานที่ลด Carbon ได้เร็ว อาจไม่เพียงลด การปล่อยมลพิษ  แต่ยังสามารถลด “ต้นทุนพลังงาน” และ “ต้นทุนการดำเนินงาน” ได้ด้วย

 

#5 แล้วโรงงานควรรับมืออย่างไร?

การรับมือกับ ESG และ Carbon ไม่ควรเริ่มจากการซื้อ Carbon Credit (หลักฐานว่ามีการลด หลีกเลี่ยง หรือ ดูดกลับก๊าซเรือนกระจกได้ 1 ตัน)  หรือการติดตั้ง Solar เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการสร้าง Carbon Management System ได้แก่

  1. Measure (วัดและเก็บข้อมูล) รู้ก่อนว่าโรงงานปล่อย Carbon จากที่ใด
  2. Identify (ระบุและค้นหาจุดสำคัญ) ระบุ Process ที่มี Carbon Emission สูง
  3. Reduce ลดการใช้พลังงานและปรับปรุงกระบวนการ
  4. Monitor ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
  5. Report จัดเก็บข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถตรวจสอบและรายงานได้
  6. Improve นำข้อมูลกลับมาใช้ในการปรับปรุงโรงงานรวมถึงการทำ PDCA (Plan-D-Check-Action)

แนวทางนี้จะทำให้ Carbon Management เปลี่ยนจาก “จากการทำตามข้อกำหนดสู่การนำข้อกำหนดมาใช้เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานจริง” และ สำหรับโรงงานใน Global Supply Chain การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญมากขึ้น เพราะ Carbon Data กำลังไหลย้อนกลับจาก ลูกค้า  ผู้ผลิต คู่ค้า และวัตถุดิบ

ดังนั้นในอนาคต Carbon Footprint อาจไม่ได้เป็นเพียง KPI ด้านสิ่งแวดล้อม แต่สามารถกลายเป็น KPI ด้านต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของโรงงานได้

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เลือกดูตามภูมิภาค

เอเชีย ยุโรป แอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ออสเตเรียและโอเชเนีย แอนตาร์กติกา

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ