ไม่มีหมวดหมู่

AI กำลังเปลี่ยน “โรงงาน” จากผู้ใช้ไฟเป็นผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่

การเติบโตของ AI ทำให้เกิดความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center (สถานที่ที่รวม Server, Storage, Network และระบบไฟฟ้า การระบายความร้อน เพื่อเก็บ ประมวลผล และให้บริการข้อมูลและระบบดิจิทัลตลอด 24 ชั่วโมง) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ Semiconductor และอุตสาหกรรม Advanced Manufacturing ก็ต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและเพียงพอ

ข้อมูลล่าสุดจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่า การใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 17% ในปี 2025 และ Data Center ที่เน้นงาน AI เติบโตเร็วยิ่งกว่านั้น ขณะที่ในกรณีฐานของ IEA ความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า แตะประมาณ 945 TWh (Terawatt-hour) ภายในปี 2030 หรือเกือบ 3% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกในเวลานั้น

 

#1 ทำไม AI ถึงทำให้ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น?

AI ต้องใช้พลังประมวลผลจำนวนมาก โดยเฉพาะการฝึกและการใช้งานโมเดล AI ขนาดใหญ่ ซึ่งต้องอาศัย GPU และระบบประมวลผลที่ทำงานต่อเนื่อง

เมื่อการใช้งาน AI เพิ่มขึ้น บริษัทต่าง ๆ จึงต้องสร้างและขยาย Data Center เพื่อรองรับ Workload เหล่านี้ ทำให้ IEA ประเมินว่า Data Center จะเป็นหนึ่งในแหล่งสำคัญของการเติบโตของความต้องการไฟฟ้าในช่วงหลายปีข้างหน้า โดยการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันเป็นประมาณ 945 TWh (Terawatt-hour) ในปี 2030 ดังนั้นการแข่งขันด้าน AI จึงกำลังกลายเป็นการแข่งขันด้าน Computing Capacity (ความสามารถในการประมวลผล) และ Energy Capacity (ความสามารถในการรองรับ/จัดเก็บพลังงาน) ไปพร้อมกัน

 

#2 ทำไม Data Center จึงกลายเป็นปัญหาของระบบไฟฟ้า?

ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่ปริมาณไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่คือ ความเร็วในการเพิ่ม Demand

โดย IEA ระบุว่า ในช่วงปี 2024–2030 การใช้ไฟฟ้าของ Data Center เติบโตเฉลี่ยประมาณ 15% ต่อปี ซึ่งเร็วกว่าการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าจากภาคส่วนอื่นอย่างมาก นั่นทำให้การสร้าง Data Center ไม่สามารถพิจารณาเพียงเรื่องอาคารและ Server ได้อีกต่อไป แต่ต้องพิจารณาถึง

  • กำลังการผลิตไฟฟ้า
  • ระบบส่งและระบบจำหน่าย
  • Grid Connection
  • ระบบสำรองไฟฟ้า
  • Battery Energy Storage
  • แหล่งพลังงานที่มีเสถียรภาพ

นอกจากนี้ความสามารถของระบบไฟฟ้าในการรองรับ Data Center เป็นปัจจัยสำคัญต่อความเร็วในการขยาย AI Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดที่จำเป็นในการทำให้ระบบ AI สามารถทำงานได้ )

 

#3 แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับโรงงานอย่างไร?

แม้ Data Center จะเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง แต่การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ Demand จาก AI สามารถส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมผ่านระบบไฟฟ้าและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน นั่นหมายความว่าโรงงานในอนาคตอาจต้องพิจารณาเรื่องพลังงานมากกว่าเดิม เช่น

  • Electricity Availability → มีไฟฟ้าเพียงพอสำหรับการขยายกำลังผลิตหรือไม่?
  • Electricity Cost → ค่าไฟจะเปลี่ยนอย่างไรเมื่อ Demand เพิ่มขึ้น?
  • Power Reliability → ระบบไฟฟ้ามีความเสถียรเพียงพอสำหรับกระบวนการผลิตหรือไม่?
  • Carbon→ ไฟฟ้าที่ใช้มาจากแหล่งพลังงานประเภทใด?

 

#4 ทำไม AI จึงทำให้ “พลังงาน” กลายเป็นปัจจัยการแข่งขันของประเทศ?

เมื่อ AI, Semiconductor และ Data Center เติบโตพร้อมกัน ความต้องการไฟฟ้าจะไม่ได้เพิ่มขึ้นเฉพาะจาก Digital Economy (เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และระบบดิจิทัล) แต่ยังเชื่อมโยงกับการลงทุนในอุตสาหกรรมจริง

ดังนั้นประเทศที่ต้องการดึงดูดอุตสาหกรรมต่อไปนี้

  • AI Data Center
  • Semiconductor Factory
  • Battery Factory
  • EV Factory
  • Advanced Manufacturing

จำเป็นต้องมีทั้ง “Reliable Power + Sufficient Power + Competitive Cost + Lower Carbon” หรือ “ไฟฟ้าที่เสถียร + ไฟฟ้าที่เพียงพอ + ต้นทุนที่แข่งขันได้ + การปล่อยคาร์บอนต่ำ” นี่ทำให้ “พลังงาน” เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายอุตสาหกรรม

 

#5 โอกาสถัดไป?

แนวคิดสำคัญคือ Energy Management กำลังเปลี่ยนจาก Cost Control ไปสู่ Strategic Planning (จากการควบคุมต้นทุนระยะสั้นสู่การวางแผนเชิงกลยุทธ์ระยะยาว)เพราะหากโรงงานต้องการเพิ่ม Capacity ในอนาคต การมีเครื่องจักรและพื้นที่เพียงพออาจไม่เพียงพอ หากระบบไฟฟ้าไม่สามารถรองรับ Load ที่เพิ่มขึ้นได้

ในยุค AI ความสามารถในการเข้าถึงพลังงานที่เพียงพอ มีเสถียรภาพ และมีต้นทุนแข่งขันได้ อาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่า “โรงงานแห่งต่อไปจะถูกสร้างที่ไหน”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เลือกดูตามภูมิภาค

เอเชีย ยุโรป แอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ออสเตเรียและโอเชเนีย แอนตาร์กติกา

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ