Dual Sourcing คือการจัดหาวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนสำคัญจาก Supplier อย่างน้อย 2 ราย แทนการพึ่งพา Supplier เพียงรายเดียว
#1 ทำไมโรงงานต้องทำ Dual Sourcing?
หนึ่งในแนวทางที่หลายบริษัทนำมาใช้คือ Dual Sourcing หรือการมีแหล่งจัดซื้ออย่างน้อย 2 แหล่งสำหรับชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบเดียวกัน เพื่อลดการพึ่งพา Supplier เพียงรายเดียวและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
เพราะหนึ่งในแนวทางที่หลายอุตสาหกรรมนำมาใช้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของ Supply Chain คือ Dual Sourcing เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อจำกัดทางการค้า ปัญหาทางการเงินของซัพพลายเออร์ การผลิตหยุดชะงัก การขาดแคลนวัตถุดิบ การหยุดชะงักด้านโลจิสติกส์ หรือปัญหาด้านคุณภาพ เป็นต้น
#2 ทำไมไม่เลือก Supplier ที่ดีที่สุดเพียงรายเดียว?
หากโรงงานพึ่งพา Supplier เพียงรายเดียว และ Supplier นั้นเกิดปัญหา เช่น เครื่องจักรเสีย ไฟฟ้าหรือพลังงานขัดข้อง วัตถุดิบขาดแคลน หรือโรงงานเกิดอุบัติเหตุ
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Supplier เพียงรายเดียวอาจส่งผลต่อ Production ของลูกค้าทั้งระบบ ดังนั้น Dual Sourcing จึงทำหน้าที่สร้าง”แหล่งจัดหาทางเลือก”
เมื่อ Source A ไม่สามารถส่งมอบได้ Source B สามารถเข้ามารองรับบางส่วนหรือทั้งหมด
#3 ข้อจำกัดในการหา Supplier ใหม่?
งานวิจัยด้าน Supply Chain ระบุว่า Dual Sourcing สามารถช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้ Supply Chain ได้ แต่ในความเป็นจริง การที่จะรับ Supplier ใหม่ นั้นมีกระบวนการเตรียมตัว และการเปลี่ยน Supplier อาจต้องผ่านกระบวนการต่อไปนี้
- Supplier Selection
- Technical Evaluation
- Quality Audit
- Sample / Trial
- PPAP / Qualification
- Production Trial
- Approval
- Mass Production

#4 แล้ว Dual Sourcing มีต้นทุนหรือไม่?
นี่คือเหตุผลที่ Dual Sourcing ไม่ควรถูกมองว่าเป็นวิธีที่ “ยิ่งมี Supplier มากยิ่งดี” การมี Supplier เพิ่มขึ้นอาจทำให้เกิด ต้นทุนต่อไปนี้
- ต้นทุนการ Qualification
- ค่า Tooling / Fixture เพิ่มขึ้น
- ค่า Audit
- ค่า Testing
- ค่า Logistics
- MOQ ที่แตกต่างกัน
- การบริหาร Contract เพิ่มขึ้น
- การควบคุม Quality เพิ่มขึ้น
- Economies of Scale ลดลง
- ต้นทุนอื่นๆ
นอกจากนี้ Supplier สำรองที่ไม่ได้รับ Order อย่างต่อเนื่องอาจไม่มีความพร้อมในการผลิตเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ดังนั้น Dual Sourcing ที่ดีต้องมีกลยุทธ์การจัดสรร
#5 แล้ว Dual Sourcing ที่ดีควรเป็นอย่างไร?
หัวใจของ Dual Sourcing ที่ดี การที่มี Supply Network ที่สามารถสลับหรือเพิ่มการจัดซื้อได้เมื่อเกิดความเสี่ยง สิ่งที่โรงงานต้องพิจารณาจึงมีมากกว่าแค่ราคา
ดังนั้น Dual Sourcing จึงต้องมองทั้ง Supplier Risk + Geographic Risk + Capacity Risk + Quality Risk และ Dual Sourcing ไม่ได้หมายความว่า “แบ่ง Order ให้ Supplier สองรายเท่ากัน” เสมอไป สิ่งสำคัญคือการสร้าง ทางเลือกสำรอง (Alternative Source) เพื่อให้โรงงานสามารถดำเนินการต่อได้หากแหล่งจัดหาหลักเกิดปัญหา
อ้างอิง
Deloitte; Supply Chain Resilience
Deloitte ระบุว่า บริษัทผู้ผลิตภาคอุตสาหกรรมกำลังใช้แนวทาง Dual Sourcing หรือ “Supplier + 1” เพื่อลดการพึ่งพาผู้จัดหารายเดียวหรือประเทศเดียว โดยเพิ่มผู้จัดหาอีกหนึ่งรายจากพื้นที่เดิมหรือพื้นที่อื่นเพื่อรองรับความต้องการบางส่วน แนวทางดังกล่าวช่วยกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาแหล่งจัดหาเดิม และเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจเมื่อเกิดความไม่แน่นอนหรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
McKinsey; Taking the Pulse of Shifting Supply Chains
ลสำรวจของ McKinsey พบว่า บริษัทจำนวนมากได้ปรับโครงสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นหลังเผชิญกับการหยุดชะงัก โดย 81% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าได้นำกลยุทธ์ Dual Sourcing มาใช้ในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่ 97% ระบุว่าใช้มาตรการบางรูปแบบหรือหลายมาตรการร่วมกัน ได้แก่ การเพิ่มสินค้าคงคลัง การจัดหาจากสองแหล่ง (Dual Sourcing) และการปรับเครือข่ายการจัดหาให้เป็นระดับภูมิภาคมากขึ้น (Regionalization) เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน
Deloitte; Manufacturing Supply Chain Study
Deloitte ระบุว่า บริษัทผู้ผลิตที่กระจายแหล่งจัดหาไปยังหลายภูมิภาคได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานน้อยกว่าบริษัทที่มีผู้จัดหากระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคเดียว ขณะเดียวกัน การใช้ผู้จัดหาหลายรายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการเพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงของการจัดหา อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ดังกล่าวอาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น โดย Deloitte พบว่า 43% ของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่าต้นทุนเป็นข้อจำกัดสำคัญที่สุดของการใช้ผู้จัดหาหลายราย ดังนั้น บริษัทจึงต้องสร้างสมดุลระหว่างต้นทุน ประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน

ใส่ความเห็น