ยุโรป

อุตสาหกรรมกระดาษกำลังเปลี่ยนจาก “Paper Mill” สู่ “Bioeconomy Hub”

จากโรงงานผลิตกระดาษ สู่โรงงานที่สร้างมูลค่าจาก Biomass (วัสดุที่มาจากต้นไม้และเศษเหลือจากกระบวนการผลิตไม้ หรือเยื่อกระดาษ) หลายรูปแบบ

อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทั้งจากการลดลงของความต้องการกระดาษสำหรับงานพิมพ์ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงาน และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันผู้ผลิตบางรายกำลังพยายามใช้ทรัพยากรไม้และเส้นใยให้เกิดมูลค่ามากกว่าเดิม ผ่านการพัฒนา Bioproducts (ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ), Biomaterials (วัสดุชีวภาพ), Bioenergy (พลังงานชีวภาพ) และ Biochemicals (สารเคมีชีวภาพ)

#1 ทำไม Paper Mill ต้องเปลี่ยน?

เหตุผลสำคัญคือ ตลาดกระดาษไม่ได้เติบโตเหมือนในอดีตทุกประเภท โดยเฉพาะ กระดาษสำหรับงานพิมพ์และสื่อสิ่งพิมพ์ หรือกระดาษสำหรับสิ่งพิมพ์กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล  และปัญหา ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง 

ตัวอย่างล่าสุดคือ UPM และ Sappi กำลังพยายามรวมธุรกิจกระดาษสิ่งพิมพ์บางส่วนในยุโรป โดยมีบริบทจาก ความต้องการที่ลดลง, กำลังการผลิตส่วนเกิน, ต้นทุนพลังงาน และการแข่งขันจากต่างประเทศ

นี่ทำให้คำถามของโรงงานเปลี่ยนจาก “ผลิตกระดาษให้ได้มากขึ้นอย่างไร” เป็น “เราจะใช้สินทรัพย์และวัตถุดิบเดิมเพื่อสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์อื่นได้อย่างไร?” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด ระบบแปรรูปชีวมวลแบบครบวงจร และ Bioproduct Mill (โรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพจากทรัพยากรชีวภาพ)

 

#2 ทำไมต้องใช้ไม้ให้มากกว่าการผลิตกระดาษ?

ไม้ไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่การนำมาทำเยื่อกระดาษ องค์ประกอบของไม้สามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายประเภท แนวคิดของโรงงานหลายแห่ง คือการพยายามใช้วัตถุดิบชีวภาพให้เกิดมูลค่าสูงที่สุด แทนที่จะใช้เพียงส่วนหนึ่งแล้วเหลือ By-products (ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต) จำนวนมาก

งานศึกษาของ CEPI ระบุว่า Biorefineries (ระบบแปรรูปชีวมวล) ของอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษสามารถต่อยอดจากเส้นใยไม้และเยื่อไปสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพหลายประเภท เช่น polymers, coatings (สารเคลือบผิว), adhesives, solvents (ตัวทำละลาย), cosmetics (เครื่องสำอาง) และ chemicals

 

#3 ทำไม “Bioproducts” ถึงสำคัญ?

เพราะช่วยให้โรงงานสามารถสร้างเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรเดิม

ตัวอย่างที่เห็นได้จริงคือ “Metsä Group” โรงงาน Bioproduct Mill ของบริษัทไม่ได้ผลิตเพียง กระดาษสิ่งพิมพ์ แต่ยังสร้างผลิตภัณฑ์ชีวภาพอื่น ๆ และใช้พลังงานจากกระบวนการผลิต โดยโรงงานแห่งหนึ่งมีกำลังผลิตเยื่อประมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี และบริษัทระบุว่าโรงงานมีไฟฟ้าสุทธิสูงกว่าความต้องการภายในโรงงานเอง

อีกตัวอย่างคือที่ Äänekoski ประเทศฟินแลนด์ มีการพัฒนา 3D Fibre Products จากเยื่อที่ผลิตใน Bioproduct Mill เพื่อเป็นทางเลือกให้กับบรรจุภัณฑ์อาหารที่ใช้วัสดุจากฟอสซิล

 

#4 แล้ว Biorefinery ช่วยเรื่อง Sustainability อย่างไร?

หากโรงงานสามารถใช้ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะลดการสูญเสียทรัพยากร เพิ่มการใช้วัสดุหมุนเวียน ลดการพึ่งพาวัตถุดิบฟอสซิลในผลิตภัณฑ์บางประเภท ผลิตพลังงานจาก Biomass และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

ตัวอย่างเช่น UPM Kaukas ในฟินแลนด์มีทั้ง Pulp Mill, Biorefinery และ Sawmill อยู่ในพื้นที่เดียวกัน แสดงให้เห็นแนวคิดของการเชื่อมกระบวนการผลิตหลายประเภทเข้าด้วยกันใน Industrial Ecosystem (เชื่อมโยงและใช้ทรัพยากรร่วม) เดียว

 

#5 แล้ว Paper Mill ในอนาคตจะกลายเป็นอะไร?

แนวโน้มที่เห็นจากบริษัทในยุโรป โดยเฉพาะกลุ่ม Nordic คือการสร้าง Industrial Ecosystem รอบโรงงานเยื่อและกระดาษ ตัวอย่างของ Metsä Group ที่ Äänekoski แสดงให้เห็นการเชื่อมโยงระหว่าง โรงงานผลิตกระดาษแบบดั้งเดิมสู่โรงงานศูนย์กลางเศรษฐกิจชีวภาพ เยื่อกระดาษ  พลังงาน สารเคมี วัสดุชีวภาพ บรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์จากไม้ ก่อให้เกิดมูลค่าที่มากขึ้น

 

และในไทยเองก็มีการผลักดันเรื่องนี้กันมากขึ้นเช่นกัน

 

อ้างอิง

Confederation of European Paper Industries (CEPI); Pulp & Paper Industry Biorefineries
CEPI ระบุว่าอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปเป็น ศูนย์กลางของเศรษฐกิจชีวภาพ โดยใช้ประโยชน์จากเส้นใยไม้ ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ และวัสดุที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิต รวมถึงการนำกระดาษกลับมาใช้ใหม่ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

อ่านข้อมูลจาก CEPI

Valmet; Metsä Group Bioproduct Mill กรณีศึกษาของโรงงานชีวผลิตภัณฑ์ของ Metsä Group ในประเทศฟินแลนด์แสดงให้เห็นว่า โรงงานผลิตเยื่อสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ได้มากกว่าเยื่อกระดาษเพียงอย่างเดียว โดยนอกจากเยื่อกระดาษแล้ว โรงงานยังผลิตน้ำมันทอลล์ (tall oil) น้ำมันสน พลังงานชีวภาพ ก๊าซชีวภาพ ก๊าซผลิตภัณฑ์ (product gas) กรดซัลฟิวริก และเชื้อเพลิงชีวภาพอัดเม็ด ขณะที่ผลิตภัณฑ์จากลิกนิน เส้นใยสิ่งทอจากเยื่อ และวัสดุผสมชีวภาพยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่

อ่านกรณีศึกษา Metsä Group 

Valmet; Metsä Fibre Äänekoski Bioproduct Mill
ข้อมูลของ Valmet ในปี 2026 ระบุว่า โรงงานชีวผลิตภัณฑ์ Äänekoski ของ Metsä Fibre ในประเทศฟินแลนด์มีกำลังการผลิตเยื่อประมาณ 1.3 ล้านตันต่อปี โดยนอกจากเยื่อกระดาษแล้ว โรงงานยังผลิตพลังงานชีวภาพและผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่า เช่น น้ำมันทอลล์ (tall oil) และน้ำมันสน (turpentine) นอกจากนี้ โรงงานยังนำระบบ Valmet Furnace IR Imaging System มาใช้ตรวจสอบเตาและ smelt bed แบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม recovery boiler เพิ่มเสถียรภาพของกระบวนการผลิต และสนับสนุนการจัดการการปล่อยมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ

อ่านข้อมูลจาก Valmet

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เลือกดูตามภูมิภาค

เอเชีย ยุโรป แอฟริกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ออสเตเรียและโอเชเนีย แอนตาร์กติกา

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ