การเลี้ยงแซลมอนในพื้นที่ทะเลที่มีคลื่นและกระแสน้ำแรงกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งใน นอร์เวย์และสกอตแลนด์ โดยมีการพัฒนาโครงสร้างฟาร์มและระบบการเลี้ยงที่ออกแบบมาเพื่อทำงานในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงกว่าฟาร์มแบบดั้งเดิม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Mowi เริ่มนำแซลมอนเข้าเลี้ยงที่ Stulaigh South ใน Western Isles ของสกอตแลนด์ในเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีคลื่นและกระแสน้ำแรงกว่าไซต์ฟาร์มทั่วไป โดยฟาร์มประกอบด้วย 6 กระชังและมี Biomass สูงสุดที่ได้รับอนุญาต 3,000 ตัน
#1 ทำไมต้องย้ายฟาร์มออกไปสู่ทะเลเปิด?
เมื่ออุตสาหกรรมเติบโตขึ้น การหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงปลากลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้น

ในฟาร์มแซลมอนแบบชายฝั่ง เผชิญกับปัญหา Sea Lice เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ เพราะปรสิตสามารถแพร่ระหว่างปลาที่เลี้ยงในฟาร์มและปลาในธรรมชาติได้ โดยเฉพาะบริเวณที่มีฟาร์มหลายแห่งอยู่ใกล้กันและมีการเลี้ยงปลาอย่างหนาแน่น
การออกไปพื้นที่ทะเลที่เปิดรับคลื่นมากขึ้นอาจมี Water Exchange ที่ดีขึ้น กระแสน้ำแรงกว่า พื้นที่สำหรับขยายการผลิตมากขึ้น สภาพแวดล้อมบางอย่างที่เหมาะกับสุขภาพปลา (แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกำจัดปัญหาได้ทั้งหมด)
SalMar ระบุว่าพื้นที่ทะเลที่มีพลังงานสูงมี กระแสน้ำและการแลกเปลี่ยนน้ำที่ดี และอาจช่วยเรื่องสุขภาพและสวัสดิภาพของปลา รวมถึงมีระดับ Sea Lice ต่ำกว่าในบางพื้นที่
แนวทางนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการ “ย้ายฟาร์มออกไปไกลจากฝั่ง” แต่เป็นการนำ Engineering, Technology และ Data เข้ามาแก้ปัญหาของการเลี้ยงปลาในสภาพแวดล้อมที่มีความท้าทายสูงขึ้น
#2 ทำไม Water Exchange ถึงสำคัญ?
แซลมอนต้องการน้ำที่มีคุณภาพและออกซิเจนเพียงพอ ในพื้นที่ที่มีกระแสน้ำและการแลกเปลี่ยนน้ำสูง น้ำใหม่สามารถไหลผ่านบริเวณกระชังได้มากขึ้น
ตัวอย่างเช่น Stulaigh South ของ Mowi ถูกออกแบบสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีคลื่นน้ำที่รุนแรงและกระแสน้ำที่แรงขึ้น ซึ่งบริษัทระบุว่าสามารถเพิ่มการแลกเปลี่ยนน้ำและสนับสนุนสภาพแวดล้อมสำหรับปลาได้
#3 แล้ว Sea Lice เกี่ยวข้องอย่างไร?
นี่เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของฟาร์มเซลมอน คือ Sea Lice หรือ ปรสิตภายนอกของปลา ไม่ใช่ “พยาธิ” ในความหมายทั่วไป
Sea Lice สามารถพบได้ในระบบนิเวศทางทะเล และเป็นปัญหาที่อุตสาหกรรมฟาร์มแซลมอนต้องบริหารจัดการ เพราะอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตของปลา และมีประเด็นเกี่ยวกับการแพร่ระหว่างปลาที่เลี้ยงกับปลาแซลมอนธรรมชาติ ดังนั้นการเลือกพื้นที่และการจัดการฟาร์มจึงมีความสำคัญ แนวคิดหนึ่งของ Offshore Farming คือการใช้พื้นที่ที่มีการไหลเวียนของน้ำสูง และมีรูปแบบการไหลของน้ำแตกต่างจากพื้นที่ชายฝั่ง เพื่อดูว่าสามารถช่วยจัดการความเสี่ยงบางด้านได้หรือไม่
งานวิจัยและรายงานของ “Norwegian Institute of Marine Research” ในปี 2026 ยังคงระบุว่า Sea Lice และการใช้ชีวิตของปลาเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในอุตสาหกรรมผลิตแซลมอน
#4 รูปแบบเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
เมื่อฟาร์มออกสู่ทะเลที่มีพลังงานสูง ความซับซ้อนของระบบจะเพิ่มขึ้นทันที ทั้งตรวจสอบสภาพน้ำและสภาพแวดล้อม ติดตามปลาและระบบแบบ Real-time นำข้อมูลมาวิเคราะห์ คาดการณ์ความเสี่ยงและวางแผนการจัดการ นำไปสู่ Technology-enabled Aquaculture (การนำเทคโนโลยีมาช่วยในการเลี้ยงสัตว์น้ำ)
#5 แล้ว Offshore คืออนาคตของ Salmon Farming หรือไม่?
แม้จะบอกว่ายังเร็วเกินไปที่จะบอกว่า Offshore จะเข้ามาแทนที่ฟาร์มแบบเดิมทั้งหมด เพราะ Offshore มีทั้งโอกาสและต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้ง พื้นที่มากขึ้น การแลกเปลี่ยนน้ำที่สูงขึ้น สถานที่ทำการเกษตรใหม่ ประโยชน์ที่ปลาที่ได้รับ แต่ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายลงทุน (CAPEX) สูงขึ้น งานวิศวกรรมซับซ้อนมากขึ้น ความต้องการการบำรุงรักษาสูงขึ้น ความเสี่ยงจากสภาพอากาศ การขนส่งในพื้นที่ห่างไกล และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่
อ้างอิง
SalMar / SalMar Aker Ocean; การพัฒนาฟาร์มแซลมอนในทะเลเปิด
SalMar เป็นหนึ่งในผู้ผลิตแซลมอนรายใหญ่ของโลก และเป็นหนึ่งในบริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงปลาแบบ offshore และ semi-offshore โดยบริษัทมองว่าการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเลเปิดมีศักยภาพในการขยายการผลิตทั้งในนอร์เวย์และต่างประเทศ และยังคงพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเลี้ยงแซลมอนนอกชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง
อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ SalMar Aker Ocean
The Fish Site; เทคโนโลยีติดตามฟาร์มแบบเรียลไทม์
การเลี้ยงแซลมอนในทะเลเปิดจำเป็นต้องใช้ฟาร์มขนาดใหญ่และเทคโนโลยีขั้นสูง เนื่องจากต้องดำเนินงานในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายกว่าฟาร์มแบบดั้งเดิมในพื้นที่ชายฝั่งที่ได้รับการกำบัง SalMar จึงร่วมมือกับ ABB เพื่อนำเทคโนโลยีติดตามการดำเนินงานแบบเรียลไทม์มาใช้ในโครงการ Arctic Offshore Farming
Fish Farming Expert; นิวซีแลนด์อนุมัติฟาร์มแซลมอนทะเลเปิด
ในเดือนมกราคม 2024 Fisheries New Zealand ได้ให้การอนุมัติด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแก่โครงการ Blue Endeavour ของ New Zealand King Salmon ซึ่งเป็นโครงการฟาร์มแซลมอนในทะเลเปิดแห่งแรกของประเทศ โดยบริษัทมีแผนผลิต King Salmon ประมาณ 10,000 ตันต่อปี ณ พื้นที่ซึ่งอยู่ประมาณ 7 กิโลเมตรทางเหนือของ Cape Lambert ในภูมิภาค Marlborough ของเกาะใต้
SalMar ระบุว่าประสบการณ์จากการดำเนินงานของ Ocean Farm 1 และ Arctic Offshore Farming ช่วยสร้างองค์ความรู้สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงแซลมอนในพื้นที่ทะเลเปิดและพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมรุนแรง โดยบริษัทมีเป้าหมายพัฒนาเทคโนโลยี offshore และ semi-offshore เพื่อให้สามารถผลิตแซลมอนในพื้นที่ทะเลที่เทคโนโลยีการเลี้ยงแบบดั้งเดิมยังไม่สามารถเข้าถึงได้ ซึ่งอาจช่วยเปิดพื้นที่ทะเลใหม่สำหรับการผลิตอาหารอย่างยั่งยืน

ใส่ความเห็น