กลยุทธ์ China+1 คืออะไร การขยายฐานการผลิตและแหล่งจัดซื้อจากจีนไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยยังคงรักษาบทบาทของจีนไว้ใน Supply Chain เพื่อเป็นการลดการพึ่งพาจีนเพียงประเทศเดียว ลดความเสี่ยงจาก Geopolitical Risk รวมถึงใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์และ FTA ของประเทศอื่น และหลายบริษัทกำลังกระจายความเสี่ยงจากจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย เวียดนาม และมาเลเซีย โดยเฉพาะอุตสาหกรรม EV, Electronics และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม
#1 China+1 ไม่ใช่การทิ้งจีน แต่คือการกระจายความเสี่ยง
บริษัทข้ามชาติหลายแห่งกำลัง กระจายฐานการผลิตออกจากจีน ไปยังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ เนื่องจากต้องการกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน ต้นทุน และการหยุดชะงักของ Supply Chain โดยอาเซียนกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ได้รับความสนใจมากขึ้น
กลยุทธ์ “China + 1” หรือการมีฐานการผลิตเพิ่มเติมนอกจีน เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้แม้เกิดวิกฤตหรือการหยุดชะงัก ทำให้การกระจายฐานการผลิตมีแนวโน้มเกิดขึ้นควบคู่กับการรักษาฐานธุรกิจในจีน
และปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทสนใจอาเซียน
- ค่าแรงและต้นทุนการผลิตบางประเทศต่ำกว่าจีน
- ทำเลที่ตั้งเหมาะสมต่อการค้าในภูมิภาค
- ตลาดผู้บริโภคมีการเติบโต
- รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ
- มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแรงงานอย่างต่อเนื่อง
#2 ประเทศในอาเซียนขึ้นแท่นฐานผลิตใหม่ของ EV และ Semiconductor
แต่ละประเทศในอาเซียนมีบทบาทแตกต่างกันตามจุดแข็งของ Supply Chain
จุดแข็งของอาเซียนไม่ได้อยู่ที่การมีประเทศใดประเทศหนึ่งมาแทนที่จีนทั้งหมด แต่เกิดจากการที่แต่ละประเทศสามารถรองรับ Supply Chain คนละส่วน ตัวอย่างเช่น GlobalFoundries และ Micron ขยายการลงทุนด้าน Semiconductor ในสิงคโปร์ ขณะที่ Infineon ขยายการผลิตในมาเลเซีย และบริษัท Electronics หลายแห่งเพิ่มกำลังการผลิตในเวียดนาม
#3 โอกาสมาพร้อมความท้าทาย: แรงงาน Infrastructure และเทคโนโลยี
แม้อาเซียนจะมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน แต่การขยายฐานการผลิตยังเผชิญความท้าทายด้านแรงงานทักษะสูง Productivity, Infrastructure และ Logistics (ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม Semiconductor, EV และ Advanced Manufacturing ซึ่งต้องอาศัยแรงงานเฉพาะทาง ระบบอัตโนมัติ และโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ
อีกทั้งด้านของโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดย McKinsey ประเมินว่า หากการค้าในภูมิภาคเติบโตต่อเนื่องตามแนวโน้มปัจจุบัน อาเซียนอาจต้องการเงินลงทุนด้าน Trade Infrastructure เพิ่มเติมราว 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง
#4 บริษัทควรประเมินอะไร ก่อนกระจายฐานการผลิต?
การใช้กลยุทธ์ China+1 ไม่ควรพิจารณาเพียงว่า “ประเทศไหนมีค่าแรงถูกกว่า” แต่ต้องประเมิน Total Cost และ Supply Chain Resilience (ความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงของ Supply Chain และกลับมาดำเนินงานได้เร็วเมื่อเกิดปัญหา) ในภาพรวม
ตัวอย่างเชิงสถานการณ์ หากบริษัทในอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องการกระจาย Supplier ของชิ้นส่วนยางและโลหะจากจีน อาจพิจารณา Supplier ในไทย เวียดนาม และมาเลเซีย ก่อนประเมินด้านคุณภาพ ต้นทุน Logistics และความสามารถในการผลิต
ปัจจัยสำคัญที่ควรพิจารณา ได้แก่
- ต้นทุนการผลิตและ Total Landed Cost
- คุณภาพและทักษะแรงงาน
- ความสามารถและความน่าเชื่อถือของ Supplier
- Infrastructure และ Logistics
- กฎหมายและกฎระเบียบ
- ภาษีและสิทธิประโยชน์ทางการค้า
- ระยะทางจากตลาดและแหล่งวัตถุดิบ
- ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
- การมี Supplier สำรองและความสามารถในการรองรับเหตุฉุกเฉิน
ดังนั้น China+1 จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการ “ย้ายโรงงาน” แต่เป็นการ ออกแบบเครือข่าย Supply Chain ใหม่ ให้บริษัทสามารถรักษาต้นทุน ความยืดหยุ่น และความสามารถในการแข่งขันได้ในโลกที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น

#5 โอกาสของไทยอยู่ที่การยกระดับจาก Manufacturing Hub สู่ Value-added Hub (“ฐานการผลิต” สู่ “ฐานสร้างมูลค่า” )
โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่เพียงการดึงดูดโรงงานใหม่ การยกระดับดังกล่าวจึงต้องอาศัยการพัฒนา Local Supplier การถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุนด้าน R&D และการเพิ่มทักษะแรงงาน เพื่อให้มูลค่าที่เกิดจากการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการประกอบสินค้า แต่สามารถขยายไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นใน Supply Chain

ใส่ความเห็น